พูดบวกเปิดประตูสู่ความสำเร็จ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

                        น้ำผึ้งเพียงหยดเดียวจับแมลงวันได้มากกว่าน้ำบอระเพ็ดหนึ่งแกลลอนเสียอีก เป็นคำพูดของ "อับราฮัม ลิงคอล์น" อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ซึ่งพูดไว้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว

                น้ำผึ้งแม้จะมีเพียงแค่หยดเดียว แต่สามารถจับแมลงวันได้มากเนื่องจากน้ำผึ้งมีความเหนียว ความหวาน ความมีเสน่ห์ อีกทั้งมีกลิ่นที่หอม ซึ่งสามารถดึงดูดใจแมลงวันได้มากกว่าน้ำบอระเพ็ดถึงแม้จะมีจำนวนมาก

                หากเปรียบดังคำพูดของคนเราก็เช่นกัน คนที่ประสบความสำเร็จแม้จะพูดจาไม่มาก แต่ก็สามารถดึงดูดใจคนให้รักให้ชอบมากกว่า คนที่พูดจามากแต่ก็ไร้ซึ่งเสน่ห์ในการพูด

                การพูดบวกจึงเป็นคำพูดประเภทหนึ่ง ซึ่งมีเสน่ห์ต่อการสร้างความประทับใจ ตรงกันข้ามกับการพูดลบ,การพูดจาใส่ร้าย,การพูดเย้ยหยัน,การพูดซุบซิบนินทา,การพูดคำหยาบคาย,การพูดคำโกหกและการพูดวิพากษ์วิจารณ์กล่าวร้ายผู้อื่น คำพูดเหล่านี้ทำให้เกิดความแตกแยก อีกทั้งเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในอนาคต (เบนจามิน แฟรงคลิน รัฐบุรุษชาวอเมริกา เขายึดหลักประจำใจว่า “ ข้าพเจ้าไม่กล่าวร้ายผู้ใด และกล่าวเฉพาะความดีของคนอื่นๆที่ข้าพเจ้ารู้”

                สำหรับการติและชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากเราต้องอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นสังคม การชมมักไม่ก่อความเสียหายให้แก่ผู้พูด วิลเลียม เยมส์ นักจิตวิทยาชื่อดัง  กล่าวไว้ว่า “ หลักสำคัญที่สุดแห่งธรรมชาติของมนุษย์ก็คือ ความหิวกระหายที่จะได้รับการยกย่อง” ส่วนการติ หากว่าติไม่ดี ไม่มีเหตุผล ก็จะเกิดความเสียหาย เพราะผู้ที่ถูกตำหนิมักจะโกรธแค้นเอาได้ เพราะโดยธรรมชาติของคนเราแล้ว ไม่ชอบการตำหนิ สาเหตุก็เนื่องมาจากคนมักจะมีจิตใจโอนเอนเข้าข้างตนเองเสมอ จึงมองหาของผิดพลาดของตนเองได้ยาก

                การพูดแง่บวกจะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ เพราะการพูดแง่บวกจะทำให้คนอื่นๆที่ได้รับฟัง เกิดความชื่นใจ  เช่น คำพูดชมเชย คำพูดทักทาย คำพูดขอบคุณ คำพูดที่สุภาพ คำพูดที่ถูกกาลเทศะและคำพูดที่ก่อประโยชน์  คำพูดเหล่านี้ จะทำให้ผู้พูดประสบความสำเร็จได้มากกว่าการพูดในแง่ลบ อีกทั้งการฟังก็มีส่วนสำคัญ คนที่พูดเสียคนเดียว โดยไม่ได้ฟังคนอื่นพูด มักจะไม่ได้รับความรู้ใหม่ๆและคนไม่ค่อยอยากที่จะคบค้าสมาคม

                การพูดบวกกับตนเอง จะทำให้เรามีความรู้สึกที่ดี เช่น ฉันเก่ง , ฉันเชื่อมั่น , ฉันสุดยอด , ฉันมีพลัง , ฉันยอดเยี่ยม ฯลฯ คำพูดบวกเหล่านี้จะทำให้ท่านเกิดพลังใจ พลังกาย พลังความคิด ต่อการทำงาน ต่อชีวิตและต่อความสำเร็จ

                ชื่อของคนมีความไพเราะ ใครที่สามารถจดจำชื่อของคนอื่นได้ และเรียกชื่อได้อย่างถูกต้องมักเป็นคนที่มีเสน่ห์มากกว่าผู้ที่ไม่สามารถจดจำชื่อคนอื่นหรือเรียกชื่อผิดๆ

                สรุปแล้ว คำพูดของคนเรามีความสำคัญมาก จงระมัดระวังคำพูด ก่อนพูดออกไปต้องคิดก่อนพูด จงพูดในแง่บวก มากกว่า พูดในแง่ลบ เพราะการพูดจะเป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จในด้านต่างๆ เช่น ด้านการทำงาน,ด้านของมนุษย์สัมพันธ์,ด้านของสังคมและอีกหลายๆด้าน

ดังคำกล่าวของ โลเวลล์ โธมัส ที่กล่าวไว้ว่า “ สมรรถภาพในการพูด คือ ทางลัดไปสู่ความเด่น มันสามารถนำชีวิตของคนเราไปสู่ความรุ่งโรจน์เหนือคนอื่นๆ และเป็นที่ยอมรับกันว่า บุคคลใดที่เชี่ยวชาญในเรื่องการพูด บุคคลผู้นั้นย่อมมีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมด ที่เขาเป็นเจ้าของ”

               

 

ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce

posted on 17 Sep 2013 10:32 by mrmarkandtony

ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

                การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ AEC  หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา และ บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งจะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone

สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าสู่ AEC ในครั้งนี้ หลายฝ่าย หลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ได้ให้ความสำคัญและมีการพูดถึงกันมาก ซึ่งหลายๆหน่วยงานได้มีการจัดให้ความรู้แก่ประชาชนในหลายๆ วิชา ไม่ว่าจะเป็นเรี่องของ กฎหมาย , การจัดการ, การบัญชี , การเงิน , ประกันภัย และอีกหลายวิชา

                สำหรับบทความนี้ กระผมขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องของการตลาด E-Commerce หรือ   “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” คำว่า “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” มีผู้ให้คำนิยามไว้หลายความหมาย เช่น

“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2542)”

“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (WTO, 1998)

“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของ การประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ” (OECD, 1997)

               การตลาด E-Commerce มีความสำคัญมากในการทำธุรกิจ การบริหาร การจัดการ เพื่อทำให้องค์กรเกิดความก้าวหน้า เกิดกำไร เกิดความมีชื่อเสียง ทำไมต้องทำการตลาด E-Commerce สำหรับ AEC เพราะ โลกยุคนี้เป็น โลกของการรวมเป็นหนึ่ง โลกแห่งการสื่อสาร โลกแห่งเครือข่าย โลกแห่งการไร้ซึ่งขอบเขต ซึ่งทำให้ประเทศไทยและหน่วยงานธุรกิจจะต้องทำงานค้าขายร่วมกับประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น

                หากพูดถึงเรื่องของการตลาดในยุคก่อน เรามักมีการใช้การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่ยุคนี้ สื่อที่มีความสำคัญและมาแรงมาก ได้แก่ สื่อทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีคนใช้การเกือบครึ่งโลก การตลาดแบบ E-Commerce จึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน

                ข้อมูลประเทศใน AEC ที่ใช้ อินเตอร์เน็ต ประเทศสิงคโปร์มีประชาชนใช้อินเตอร์เน็ต เกือบ 100 % (เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆและมีประชากรไม่มากนัก) รองลงได้แก่ประเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์

                สำหรับช่วงเวลา ชั่วโมง ในการเล่นอินเตอร์เน็ตของคนในประเทศ AEC ที่ใช้เวลาในการเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมากที่สุด ได้แก่ เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตามลำดับ

ด้านแนวโน้มการใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตของคนไทย ในอนาคต คนไทยจะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่ลดน้อยลง แต่คนไทยจะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือและTablet มากขึ้น และราคาโทรศัพท์และราคา Tablet ก็จะมีราคาที่ถูกลง

ข้อมูลในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรประมาณ 66 ล้านคน คนไทยใช้อินเตอร์เน็ต 20 ล้านคน เรามีการใช้โทรศัทพ์มือถือเป็นจำนวนมาก บางคนใช้ 2-3 เครื่อง มีการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นจำนวนถึง 26 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้ Social Network ถึง 18 ล้านคน การใช้อินเตอร์มากขึ้นในยุคปัจจุบัน จึงทำให้คนไทยคุยโทรศัพท์กันน้อยลง แต่จะคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น

การที่คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตกันมากในยุคปัจจุบัน ทำให้มีการทำธุรกรรมผ่าน Internet/Mobile Banking in Thailand กันมากขึ้น เพราะมีความสะดวก เสียค่าใช้จ่ายถูก รวดเร็ว  ใช้ง่าย ซึ่งแต่ละธนาคารมีการลงทุน มีการจัดระบบ และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ามาใช้กันมากขึ้น

การซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี ซึ่งสินค้าที่ขายดีในอินเตอร์เน็ต ยุคนี้ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, เครื่องแต่งกายแฟชั่น , โรงแรมและการท่องเที่ยว,ผลิตภัณฑ์ยานยนต์,สิ่งพิมพ์เครื่องใช้สำนักงานและธุรกิจบริการ

ฉะนั้น หากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำการตลาดผ่าน E-Commerce  ท่านคงต้องมีวิธีการดูแลลูกค้าหรือมีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งเราสามารถทำได้โดยผ่านทาง เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ , มีอีเมล์หรือส่งคำถามผ่านหน้าเว็บไซต์ , มีการใช้ระบบสนทนาลูกค้าผ่าน Live Chat เช่น MSN , Skype , Gtalk เป็นต้น

สำหรับ วิธีการประชาสัมพันธ์ธุรกิจก็มีความสำคัญไม่ใช่น้อย หากว่าท่านมีเว็บไซต์ มีระบบการตลาด E-Commerce ดี แต่ท่านไม่ได้ทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนมาใช้บริการของท่าน ก็จะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำกำไร ท่านควรมีการทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผ่านทั้งวิธีออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ธุรกิจจำนวนมากมีระบบ E-Commerec มีเว็บไซต์ที่ดีและสวยงาม แต่ไม่ได้ทำการโฆษณาและทำการประชาสัมพันธ์เป็นจำนวนมาก มากถึง 66 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

การมีเว็บไซต์มีความสำคัญมาก เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนหน้าร้านค้า ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดทำเว็บไซต์ E-Commerce ก็ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อสินค้าบริการ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค เพื่อลดต้นทุนการบริหารงาน และเพื่อความทันสมัยทันยุคทันเหตุการณ์

ในการทำธุรกิจ E-Commerce  เราสามารถให้ลูกค้ามาชำระสินค้าเราได้หลายทาง โดยผ่านทางออฟไลน์(โอนเงินเข้าบัญชีทางธนาคาร,โอนเงินชำระทางไปรษณีย์,ชำระกับพนักงานโดยตรง,จ่ายเงินผ่าน 7-11)  หรือใช้วิธีการออนไลน์ (ตัดเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ,ตัดผ่านบัตรเครดิต,ชำระผ่าน ATM )

ส่วนการจัดส่งสินค้าของธุรกิจ E-Commerce มีหลายวิธี ซึ่งปัจจุบันทำได้ง่ายดายกว่าในอดีต เช่น ใช้พนักงานขนส่งของบริษัทตนเอง, ส่งสินค้าผ่านทางไปรษณีย์(ซึ่งถือว่าพนักงานไปรษณีย์รู้สถานที่ต่างๆดีที่สุดและมีมาตราฐานระยะเวลาในการจัดส่งที่ได้มาตราฐานมีระบบตรวจเช็คประกันสินค้า),การใช้บริการขนส่งสินค้าผ่านบริษัทเอกชน, การส่งข้อมูลต่างๆผ่านทางออนไลน์ เป็นต้น

อุปสรรคที่สำคัญ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในการจัดส่งสินค้า ได้แก่ ราคาค่าขนส่งมีราคาที่สูง , การส่งสินค้ามีความล่าช้าในการจัดส่ง , ไม่มีการรับประกันการส่งมอบสินค้า, คุณภาพในการจัดส่งไม่มีมาตรฐาน, ขั้นตอนในการจัดส่งยุ่งยากไม่สะดวก เป็นต้น

ในแง่ของพฤติกรรมของลูกค้าที่เป็นอุปสรรคต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce คือ ลูกค้ากลัวปัญหาการฉ้อโกง เพราะลูกค้าต้องส่งเงินไปก่อนแล้วได้รับสินค้าในภายหลัง , กลัวได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณาเพราะไม่ได้เห็นสินค้าก่อนการสั่งซื้อดูแต่รูปภาพ , ไม่มีความเชื่อมั่นในการชำระเงิน , ลูกค้ามีความกลัวในการขโมยข้อมูลบัตรเครดิต , ลูกค้ามีความต้องการให้ผู้ขายพูดคุยมากกว่าการติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ต , ลูกค้ากลัวการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ

สำหรับสินค้าประเภท OTOP ของไทยซึ่งมีจำนวนมาก หากต้องการขายสินค้าผ่าน E-Commerce ก็คงต้องมีการพัฒนาหีบห่อ มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้า อีกทั้งต้องมีระบบการจัดส่งสินค้าที่ดีอีกด้วย

หากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการทำการตลาด E-Commerce  ท่านควรหารูปแบบในการขายสินค้าและการทำการตลาดเป็นของตนเอง เช่นท่านต้องมีหน้าร้านออนไลน์ ท่านต้องมีการพนักงานรับโทรศัพท์  ท่านต้องมีการจัดระบบที่ดีคือ มีการจัดการสินค้าและข้อมูลสินค้า มีกระบวนการดำเนินการซื้อขาย มีการให้บริการชำระเงิน มีการจัดส่งที่มีมาตรฐาน และมีฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์(ให้บริการช่วยเหลือและให้ข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้า ให้บริการตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้า บริการหลังการขายสินค้าหากมีปัญหา แจ้งสถานการณ์สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่การแจ้งให้ชำระเงิน) มีการบริการหลังการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้เราต้องมีการสื่อสารการตลาดที่ดีด้วย

การทำการตลาดผ่าน E-Commerce จึงมีข้อดีดังนี้ เราสามารถเปิดดำเนินการค้า 24 ชั่วโมงผ่านโลกอินเตอร์เน็ต , เราสามารถดำเนินการค้าอย่างไร้พรมแดนทั่วโลกอีกทั้งยังตัดปัญหาด้านการเดินทาง , มีการใช้งบประมาณลงทุนน้อย เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการรับส่งสินค้าและบริการ, ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์โดยสามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วโลกและบริษัทผู้ผลิตสามารถขายสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง สำหรับข้อเสีย อาจมีอยู่บ้าง เช่น หลายประเทศไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับผู้ซื้อผู้ขาย ,  ไม่มีการดำเนินการทางภาษีที่ชัดเจน ,ผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช้บริการ E-Commerce ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ซื้อของออนไลน์เป็นประจำ, ผู้ใช้งาน Internet เป็นประจำ, ผู้ที่มีความต้องการหาสินค้าแปลกใหม่,ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการซื้อ ฯลฯ

                สรุป ก้าวสู่ AEC ด้วยการตลาด E-Commerce หากว่าท่านต้องการขยายฐานการตลาดให้ใหญ่ขึ้น หากว่าท่านต้องการกำไรมากขึ้น หากว่าท่านต้องการขายสินค้าและบริการให้ได้มากขึ้น การตลาด E-Commerce ช่วยท่านได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยของเราในการค้าขายในยุค AEC ก็คือ เรื่องของภาษาอังกฤษ เพราะการติดต่อสื่อสารใน AEC เราต้องใช้ภาษาอังกฤษ เป็นสื่อกลาง หากว่าท่านไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็จะทำให้การสื่อสารมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการพูดติดต่อค้าขาย การเขียนเรื่องราวต่างๆลงในเว็บไซต์

                สำหรับโอกาสในการทำธุรกิจของท่านจะมากขึ้น เนื่องจากประเทศใน AEC มีการใช้อินเตอร์เน็ตกันมากยิ่งขึ้นในอนาคต การซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี การสร้างเว็บไซต์ก็มีค่าใช้จ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับการเปิดร้านค้า 

การอ่านกับการพูด

posted on 06 Sep 2013 23:36 by mrmarkandtony

การอ่านกับการพูด

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

                มีคนเคยกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ แบตเตอรี่ที่อัดแล้วย่อมมีพลังสูง สมองคนเราก็ควรจะเสริมสร้างพลังขึ้นด้วยการอ่าน อัดและอัดความรอบรู้เหล่านั้นเข้าไปให้มาก”

                กระผมเห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ต้องการพูดเก่ง พูดเป็น พูดแล้วได้ประโยชน์ พูดแล้วได้เงิน บุคคลนั้นจะต้องมีองค์ความรู้อยู่ในตัว ซึ่งองค์ความรู้ที่สำคัญมักได้มาจากการอ่านหนังสือ หลายคนเมื่อได้ฟังแล้ว อาจจะโต้เถียงว่า โลกยุคนี้ไม่ต้องอ่านหนังสือก็ได้ เราสามารถฟังหรือดูผ่านสื่อต่างๆได้

                แต่สำหรับกระผมแล้ว กระผมยังเชื่อมั่นว่า การอ่าน เป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้ที่ต้องการความรู้ได้รับความคิด ได้รับข้อมูล ได้รับปัญญามากกว่า สื่ออื่นๆ เพราะเมื่อเราได้อ่านหนังสือแล้ว  เกิดคำถามหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นปัญหาในเรื่องที่เราอ่าน เราสามารถหยุดคิดได้ หรืออาจเรียกว่า การใคร่ครวญคิด อีกทั้งทำให้เรามีนิสัยจดจ่อ อดทน มีสมาธิ  ซึ่งแตกต่างกับการฟัง หลายคนฟังแล้วไม่ได้คิดตามหรือคิดไม่ทัน ก็อาจคล้อยตามได้ การอ่านจึงทำให้เราเกิดความคิด เกิดปัญญาได้มากกว่าวิธีอื่นๆ

                ฉะนั้น หากว่าเราต้องการพูดเก่ง พูดดี หรือใช้ประโยชน์จากการพูด เราก็ควรอ่านหนังสือให้มากที่สุด อ่านหนังสือทุกประเภท เพราะหนังสือแต่ละเล่มมีประโยชน์ ทำให้เราเกิดความคิด  เกิดจินตนาการ   อ่านอย่างเดียวอาจจะลืม ทางที่ดีเราก็ควรหา สมุด กระดาษ ปากกา จด จดในสิ่งที่เราต้องการที่จะนำเอาไปใช้ในอนาคต เช่น จดคำคม คำกลอน คำพูดที่น่าสนใจของบุคคลต่างๆ ฯลฯ

                ยิ่งกว่านั้น บุคคลที่ใช้ภาษาได้ดี  บุคคลผู้นั้นจะต้องยิ่งอ่านหนังสือเป็นจำนวนมากกว่าคนอื่นๆ  บางคนถึงกับอ่านและท่องพจนานุกรมเลยทีเดียว เช่น มาร์คทเวน นักเขียนชื่อดังระดับโลกในอดีต , ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ก็ท่องพจนานุกรม  เป็นต้น การท่องและการอ่านพจนานุกรมอยู่เป็นประจำ  จึงทำให้บุคคลทั้งสองท่าน เลือกใช้ถ้อยคำได้ดี เลือกใช้ถ้อยคำได้เป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้ในงานเขียนกับใช้ในงานพูดของเขา

                การอ่านหนังสือมากๆ  จะทำให้เราเลือกใช้คำได้เป็นอย่างดีและการอ่านหนังสือมากๆจะทำให้เราเป็นคนพูดได้อย่างถูกต้อง เช่น ตัว “ร” ตัว “ล” หลายคนใช้ผิด พูดผิด เขียนผิด โรงเรียน บางคนเขียนหรือพูดเป็น โลงเลียน  ถนนเจริญกรุง หลายคนพูดหรือเขียนเป็น ถนนเจลิญกุง เป็นต้น

                การอ่านหนังสือมากๆจะทำให้เราได้  วรรคทอง เพื่อนำเอาไปใช้ ตัวอย่าง การอ่านหนังสือประวัติบุคคลสำคัญของโลก เคเนดี้ JFK อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ เขาเคยกล่าวในสุนทรพจน์แล้วมีคนนำมาเขียนว่า “ โปรดอย่าถามว่าประเทศชาติของท่านจะทำอะไรให้แก่ท่านได้บ้าง แต่จงถามว่าท่านจะทำให้อะไรให้แก่ประเทศชาติของท่านบ้าง”  เมื่อเราได้อ่านแล้วเกิดความประทับใจ  เราอาจจดคำพูดเหล่านั้นเพื่อนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ในอนาคต  เช่น หากว่าวันใดที่เราเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร เรามีการประชุมองค์กรหรือ ภายในองค์กร ภายในหน่วยงานของเราเริ่มมีปัญหาเรื่องคน เราอาจจะนำไปพูดหรือประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม    “ โปรดอย่าถามว่าองค์กรของท่านจะทำอะไรให้แก่ท่านได้บ้าง แต่จงถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่องค์กรของท่านบ้าง”  เป็นต้น

                ฉะนั้น หนังสือทุกประเภทจึงเปรียบเสมือนแหล่งที่บรรจุองค์ความรู้มหาศาล มีมากมายกว้างขวางดุจน้ำในสมุทร แต่คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะมีความมานะ บากบั่น พยายาม ในการอ่านสักเพียงไร

หากท่านอ่านมาก ท่านจะเป็นคนที่มีความคิดเห็นใหม่ๆ ท่านจะมีคำพูดที่คมคาย ท่านจะมีปัญญามากกว่าบุคคลอื่น  แต่เป็นที่น่าเสียดายกับคนไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ชอบอ่านหนังสือ และเด็กรุ่นใหม่ๆ เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ไม่ยอมอ่าน ไม่ยอมศึกษาเพิ่มเติมอีก คิดว่ามีความรู้มากพอแล้ว แต่แท้จริงแล้ว ความรู้มีไม่สิ้นสุด

ดังคำพูดของพระพุทธเจ้าที่เคยกล่าวไว้ว่า “ ที่เรารู้ที่เราสอนเป็นเพียงแค่ใบไม้แค่กำมือเดียว เมื่อเทียบกับ ต้นไม้ที่มีอยู่ทั้งต้น” ซึ่งต้นไม้นั้น ยังมีกิ่งก้าน สาขา ใบไม้ อีกเป็นจำนวนมาก